
เพราะชีวิตหลัง 60 คือ “กำไร” คู่มือเตรียมความพร้อมก่อนก้าวสู่วัยเกษียณ
เพราะชีวิตหลัง 60 คือ “กำไร” คู่มือเตรียมความพร้อมก่อนก้าวสู่วัยเกษียณ : Healthcare Insight โดย ธานี มณีนุตร์
สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้ผมอยากจะชวนทุกท่านมามองภาพ “วัยเกษียณ” ในมุมมองใหม่ที่ต่างออกไปจากเดิมกันครับ หลายคนอาจจะมองว่าเป็นปลายทาง แต่สำหรับผมมองว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่ที่น่าตื่นเต้นที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตครับ เชื่อว่าคงมีคนจำนวนมากกลัวว่าเมื่อก้าวเข้าอายุ 60 ชีวิตจะเริ่มจืด นั่งเหงาอยู่ที่บ้านรอคอยเวลาผ่านไปวัน ๆ ซึ่งฟังดูเหมือนเป็นอายุที่บอกความร่วงโรย แต่ในมุมมองของการออกแบบชีวิต หากเรามีการเตรียมตัวที่ดี อายุ 60 นี่แหละครับ คือจุดเริ่มต้นของช่วงเวลาที่เราเรียกว่า “กำไรชีวิต” อย่างแท้จริงครับ
ซึ่งต้องขอออกตัวก่อนนะครับว่า กำไร ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงตัวเงินเพียงอย่างเดียวครับ แต่มันคือการที่เรามีเวลาเป็นของตัวเองอย่างเต็มที่ หลังจากที่เราทุ่มเทแรงกายแรงใจทำงานหนักเพื่อครอบครัวและสังคมมาตลอดหลายสิบปี ทั้งตื่นเช้าไปทำงาน รับผิดชอบภาระหน้าที่ ดูแลลูกหลาน การเกษียณจึงเปรียบเสมือนการได้รับเวลาคืนมาเป็นของขวัญครับ เป็นช่วงเวลาที่เราจะได้ทำในสิ่งที่เคยใฝ่ฝันแต่ไม่มีโอกาสได้ทำ ได้ตื่นมาทำในสิ่งที่รักโดยไม่มีกำหนดการมาบังคับ ได้ตื่นมาจิบกาแฟแบบไม่ต้องพะวงเรื่องตารางงาน และได้มองดูโลกในจังหวะที่ช้าลงแต่ลึกซึ้งขึ้นครับ
แน่นอนว่าการจะเสวยสุขกับกำไรก้อนนี้ได้ เราต้องมีรากฐานที่มั่นคงให้ได้ก่อนครับ การเตรียมความพร้อมก่อนก้าวสู่วัยเกษียณ คือการเริ่มต้นบทใหม่ที่ต้องการการวางแผนไม่ต่างจากการเริ่มทำธุรกิจใหม่ชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว หากเราก้าวเข้าสู่วัยนี้ด้วยความพร้อม ทั้งร่างกาย จิตใจ และปัจจัยรอบข้าง เราก็จะกลายเป็นวัยเก๋าที่สง่างาม มีอิสระ และเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรที่เปี่ยมไปด้วยความสุขครับ
ดังนั้นบทความนี้อยากจะพาทุกท่านไปเจาะลึกคู่มือเตรียมความพร้อม ในด้านต่าง ๆ ตั้งแต่เรื่องเงินทอง ความสัมพันธ์ ไปจนถึงการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เพื่อให้มั่นใจว่าทุกวินาทีหลังเกษียณจะเป็นช่วงเวลาที่มีค่าและคุ้มค่าที่สุดสำหรับคุณครับ มาเตรียมตัวรับกำไรชีวิตไปพร้อม ๆ กันอย่างมีคุณภาพครับ
วางแผนการเงินให้พร้อมใช้ชีวิตได้อย่างอุ่นใจ
พื้นฐานสำคัญที่สุดของความสุขหลังเกษียณคือ อิสรภาพทางการเงิน เรื่องเงินเป็นเรื่องแรกที่ต้องพูดตรง ๆ ครับ เพราะแม้เราจะบอกว่าความสุขไม่ใช่เรื่องเงิน แต่ความมั่นคงทางการเงินทำให้เรามีอิสระในการเลือกชีวิตครับ เราต้องยอมรับความจริงว่าเมื่อหยุดทำงานรายได้ประจำย่อมหายไป
แต่ค่าใช้จ่ายรายวันและค่าดูแลสุขภาพยังคงอยู่ การวางแผนการเงินจึงต้องเริ่มจาก การคำนวณงบประมาณหลังเกษียณ โดยประเมินจากรูปแบบชีวิตที่เราต้องการ เช่น อยากท่องเที่ยวบ่อยแค่ไหน หรือมีค่ารักษาพยาบาลสำรองไว้เท่าไหร่ เพื่อให้เราสามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่ต้องพึ่งพาลูกหลานจนเกินไปครับ
การบริหารจัดการสินทรัพย์ในช่วงนี้ควร เน้นที่ความเสี่ยงต่ำแต่สม่ำเสมอ หลายคนอาจมีเงินสะสมจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประกันบำนาญ หรือสิทธิประโยชน์จาก สำนักงานประกันสังคม ซึ่งควรตรวจสอบสิทธิและวางแผนการใช้เงินก้อนให้รอบคอบ เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้ชีวิตในระยะยาว
อย่างการปรับพอร์ตการลงทุนจากหุ้นที่มีความผันผวนสูง มาเป็นพันธบัตร เงินฝากประจำ หรือประกันชีวิตแบบบำนาญ จะช่วยสร้างกระแสเงินสดให้เรามีใช้จ่ายในทุก ๆ เดือนได้อย่างอุ่นใจ นอกจากนี การจัดการหนี้สินให้เป็นศูนย์ก่อนถึงวันเกษียณคือภารกิจสำคัญที่สุด เพื่อให้เงินออมทุกบาทถูกนำไปใช้เพื่อความสุขของเราจริง ๆ ครับ
อีกส่วนที่สำคัญคือ กองทุนสุขภาพ ในวัยที่ร่างกายเริ่มมีการสึกหรอ การมีประกันสุขภาพที่ครอบคลุมหรือเงินสำรองสำหรับการรักษาพยาบาลเป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้เลย เพราะอุบัติเหตุหรืออาการเจ็บป่วยเพียงครั้งเดียวอาจพรากเงินเก็บทั้งชีวิตของเราไปได้ การวางแผนการเงินที่ดีจึงต้องควบคู่ไปกับการป้องกันความเสี่ยงในจุดนี้ด้วย เพื่อให้เราเกษียณแบบมั่งคั่งโดยไม่ต้องรู้สึกผิดหรือกลัวว่าเงินจะหมดก่อนเวลาครับ
สุดท้ายที่อยากฝากไว้คืออย่าลืมเช็คอัพสุขภาพกันด้วยนะครับ เพราะคงไม่มีใครอยากมีแงินแต่ไม่มีโอกาสได้ใช้หรอกจริงไหมครับ เริ่มตรวจร่างกายอย่างละเอียดตั้งแต่วันนี้ เพราะการป้องกันหรือรักษาแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้เรามีร่างกายที่พร้อมไปทำตามความฝันในวัยเกษียณได้อย่างเต็มที่ครับ
กลลวงยอดฮิตที่ผู้สูงอายุมักเจอ
เมื่อก้าวสู่วัยเกษียณ บทบาทของเราในบ้านมักจะเปลี่ยนไปโดยปริยายครับ จากเดิมที่เคยเป็นเสาหลักที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้านทุกวัน เราอาจกลายเป็นคนที่อยู่ติดบ้านมากขึ้น ซึ่งการปรับตัวในช่วงแรกอาจจะดูแปลกไปบ้าง สิ่งสำคัญคือการเว้นระยะห่างที่เหมาะสมครับ
เราต้องยอมรับว่าทุกคนมีพื้นที่ส่วนตัว การให้เกียรติและเคารพสิทธิในพื้นที่ของกันและกันจะช่วยให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวราบรื่นขึ้นครับ แม้เราจะอยากใกล้ชิดลูกหลานแค่ไหน แต่การไม่ก้าวก่ายกันจนเกินพอดีจะช่วยให้บรรยากาศในบ้านยังคงความอบอุ่นและหอมหวาน ไม่กลายเป็นความอึดอัดใจต่อกันครับ
อีกเรื่องที่สำคัญคือการวางแผนชีวิตร่วมกับคนในครอบครัวครับ ก่อนที่เราจะเกษียณจริง ๆ แนะนำให้ลองหาเวลาคุยกับลูกหลานหรือคนใกล้ชิดถึงความต้องการและไลฟ์สไตล์ที่เราอยากเป็น ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนย้ายกลับไปใช้ชีวิตที่ภูมิลำเนา การทำธุรกิจเล็ก ๆ ไว้แก้เหงา หรือแพลนท่องเที่ยวที่เราเคยฝันไว้
การสื่อสารอย่างเปิดใจตรงไปตรงมา จะช่วยให้ทุกคนเข้าใจเป้าหมายของเรา และยังเป็นการเปิดโอกาสให้เรารับฟังความคาดหวังของเขาด้วยครับ วิธีนี้จะช่วยลดช่องว่างระหว่างวัย และป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้เวลาร่วมกันมากเกินไปได้เป็นอย่างดีเลยล่ะครับ
สุดท้ายเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเลย คือการจัดการเอกสารสำคัญต่าง ๆ ครับ หลายคนอาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัวหรือกังวลที่จะพูดถึง แต่การเตรียมความพร้อมเรื่องพินัยกรรมหรือการทำหนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการดูแลรักษาพยาบาล ถือเป็นของขวัญชิ้นสำคัญที่เรามอบให้คนข้างหลังก็ว่าได้ เพราะเมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญ การที่ทุกอย่างชัดเจนเป็นลายลักษณ์อักษรจะช่วยลดภาระและความกังวลใจของลูกหลานได้มาก แน่นอนว่าก็ทำให้เราเองก็สามารถใช้ชีวิตหลังเกษียณได้อย่างสบายใจและมีความสุขในทุกวันด้วยเหมือนกันครับ
เตรียมสังคม และพื้นที่ปลอดภัย
เมื่อเราจัดการเรื่องเงินและครอบครัวได้แล้ว สิ่งถัดมาที่ต้องใส่ใจคือสังคมรอบตัวครับ การเกษียณไม่ได้หมายความว่าเราต้องตัดขาดจากโลกภายนอก เพราะพื้นฐานมนุษย์เป็นสัตว์สังคม การมีกัลยาณมิตรจะช่วยชะลอความเสื่อมของสมองและจิตใจ ดังนั้นนี่คือเวลาที่เราควรออกไปสร้างมิตรภาพใหม่ ๆ กับเพื่อนวัยเดียวกันที่มีความสนใจคล้ายกัน การมีสังคม มีกลุ่มเพื่อน หรือได้ทำกิจกรรมงานอดิเรกที่รัก จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้สุขภาพจิตใจของเราแข็งแรง ลดความรู้สึกเหงาหงอย และทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองยังมีคุณค่าและมีพื้นที่ให้ได้แบ่งปันประสบการณ์ชีวิตกับผู้อื่นอยู่เสมอครับ
นอกจากเรื่องสังคมแล้วการสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการอยู่อาศัยก็สำคัญไม่แพ้กันครับ เมื่ออายุมากขึ้นสภาพร่างกายย่อมถดถอยเป็นธรรมดา การปรับปรุงบ้านให้รองรับความปลอดภัย เช่น การทำห้องน้ำกันลื่น การติดราวจับ หรือการจัดพื้นที่ให้รถเข็นผ่านได้สะดวกอันนี้เป็นเรื่องที่ต้องรีบจัดการครับ แต่หากวันหนึ่งเราเริ่มรู้สึกว่าการอยู่ที่บ้านคนเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ความปลอดภัย หรือต้องการการดูแลที่ใกล้ชิดมากขึ้น การเปิดใจมองหาทางเลือกอย่างเนอร์สซิ่งโฮม (Nursing Home) หรือศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ก็เป็นตัวเลือกน่าสนใจที่อยากแนะนำเลยครับ
ปัจจุบันสถานดูแลเหล่านี้ได้ยกระดับไปไกลมากครับ ข้อดีคือเราจะได้รับทั้งการดูแลสุขภาพจากมืออาชีพตลอด 24 ชั่วโมง มีกิจกรรมนันทนาการที่ออกแบบมาเพื่อผู้สูงอายุโดยเฉพาะ และที่สำคัญคือมีเพื่อนวัยเดียวกันทำให้เราไม่รู้สึกโดดเดี่ยว การเลือกอยู่ในสถานที่ที่พร้อมด้วยเครื่องมือแพทย์และผู้เชี่ยวชาญ
คือการเลือกคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด เพื่อให้เราได้ใช้เวลาหลังเกษียณอย่างมีความสุข ปลอดภัย และยังคงความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกหลานไว้ได้ในฐานะที่ต่างคนต่างมีความสุขในแบบของตัวเอง ด้วยสภาพแวดล้อมที่ออกแบบมาเพื่อผู้สูงวัยโดยเฉพาะ ลูกหลานสบายใจ และตัวเราก็ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมในทุก ๆ วันครับ
ท้ายที่สุดไม่ว่าเราจะเลือกใช้ชีวิตแบบไหน หากมีการเตรียมพร้อมทั้งเรื่องใจ ครอบครัว สังคม และสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ชีวิตหลัง 60 ก็จะไม่ใช่ปลายทาง แต่คือช่วงเวลาที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าและความหมายอย่างเปี่ยมล้นครับ






